สนับสนุนการแปลโดย EQHO

MT Post-editing Guidelines


ON SLIDE SHAREON ScribdDOWNLOAD IN PDF
ENGLISH | BAHASA INDONESIA | DANISHGERMAN | ESPAÑOL | FRANÇAIS | ITALIANO | 日本語 | 한국말 | MALAY | NORWEGIANPORTUGUÊS DO BRASIL | SWEDISH | Tiếng Việt

TAUS Guidelinesวัตถุประสงค์และขอบเขต

แนวทางเหล่านี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ลูกค้าและผู้ให้บริการ สามารถกำหนดเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างชัดเจน และยังสามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดวิธีตรวจแก้งานแปลของผู้ตรวจแก้งานด้วย แนวทางการตรวจแก้คำแปลหลังการแปลด้วยโปรแกรมแปลภาษาของแต่ละบริษัทมักจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่างๆ มากมาย การนำเสนอชุดแนวทางการตรวจแก้งานแปลซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทุกรูปแบบนั้น มิใช่จะนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้จริง เราคาดหวังว่าองค์กรต่างๆ จะนำแนวทางพื้นฐานเหล่านี้ไปใช้ โดยปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ขององค์กร โดยทั่วไป แนวทางเหล่านี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้กับการตรวจแก้งานสองภาษา (ไม่ใช่ภาษาเดียว) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการตรวจแก้ที่ดำเนินการโดยนักแปลมืออาชีพ แต่ในบางสถานการณ์ก็อาจจะดำเนินการตรวจแก้โดยผู้เชี่ยวชาญสองภาษาหรืออาสา สมัคร แนวทางนี้ไม่ใช่ระบบหรือเฉพาะเจาะจงสำหรับภาษาใดภาษาหนึ่ง

 

ข้อแนะนำ

เพื่อเป็นการลดระดับของการตรวจแก้งานแปลหลังการแปลด้วยโปรแกรมแปลภาษาที่ จำเป็น (โดยไม่คำนึงถึงคู่ของภาษา คำสั่ง ประเภทของระบบ หรือโดเมน) เราขอแนะนำให้คุณ

  • ปรับ ระบบของคุณให้เหมาะสม ได้แก่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพจนานุกรมที่ใช้อยู่ในระดับสูง และกำหนดรหัสทาง ภาษาสำหรับระบบ RBMT หรือเตรียมระบบของคุณด้วยข้อมูลที่จำเพาะกับโดเมนมีคุณภาพสูง และสมบูรณ์ สำหรับระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลหรือระบบไฮบริด
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อความต้นฉบับเขียนขึ้นมาเป็นอย่างดี (สะกดถูกต้อง ใช้เครื่องหมายวรรคตอนถูกต้อง ไม่กำกวม) และหากเป็นไปได้ ให้ปรับเปลี่ยนข้อความให้เหมาะสำหรับการแปลด้วยโปรแกรมแปลภาษา (โดยใช้กฎการเขียนที่เฉพาะเจาะจงซึ่งเหมาะกับระบบของโปรแกรมแปลภาษาที่ใช้)
  • รวมการจัดการศัพท์บัญญัติกับการเขียนข้อความต้นฉบับ โปรแกรมแปลภาษา และระบบของโปรแกรมจดจำคำแปล (TM)
  • ฝึกอบรมผู้ตรวจแก้งานแปลล่วงหน้า
  • ตรวจสอบคุณภาพของคำแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษาก่อนคำนวณปริมาณงานและราคา แล้วกำหนดความคาดหมายที่สมเหตุสมผล
  • ยอมรับคำนิยามของคุณภาพขั้นสุดท้ายของข้อมูลที่จะทำการตรวจแก้ โดยยึดประเภทของผู้ใช้และระดับของการยอมรับเป็นหลัก
  • ว่าจ้างให้ผู้ที่ดำเนินการตรวจแก้ส่งข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับข้อผิดพลาดโดยทั่วไปของโปรแกรมแปลภาษา (และหากจำเป็น ให้คำแนะนำแก่ผู้ตรวจแก้ในการทำข้อเสนอแนะ) เพื่อปรับปรุงระบบให้ดียิ่งขึ้น

แนวทางการตรวจแก้คำแปลหลังการแปลด้วยโปรแกรมแปลภาษา

ก่อนอื่นเราจะถือว่าคุณได้ปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้นเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้ เราขอแนะนำแนวทางพื้นฐานบางอย่างสำหรับการตรวจแก้งานแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษา หลักเกณฑ์ที่สำคัญสองประการซึ่งเป็นตัวกำหนดระดับการตรวจแก้งานแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษามีดังนี้

  1. คุณภาพของคำแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษา
  2. คุณภาพขั้นสุดท้ายของเนื้อหาที่ต้องการ

เพื่อให้งานแปลมีคุณภาพทัดเทียมกับ “งานแปลคุณภาพสูงที่แปลและตรวจแก้โดยมนุษย์” (เรียกอีกอย่างว่า “คุณภาพในระดับที่สามารถตีพิมพ์ได้”) ขอแนะนำให้ใช้การตรวจแก้เต็มรูปแบบ (full post-editing) สำหรับงานแปลที่ต้องการมาตรฐานด้านคุณภาพรองลงไป หรือที่มักจะหมายถึง “ดีพอ” หรือ “เหมาะกับวัตถุประสงค์” ขอแนะนำให้ใช้การตรวจแก้แบบคร่าวๆ (light post-editing) อย่างไรก็ตาม การใช้การตรวจแก้แบบคร่าวๆ กับคำแปลคุณภาพต่ำที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษาอาจไม่สามารถยกระดับคำแปลให้ได้มาตรฐานคุณภาพในระดับที่สามารถตีพิมพ์ได้ ในทางตรงกันข้าม หากคำแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษามีคุณภาพดี การใช้เพียงการตรวจแก้แบบคร่าวๆ ก็สามารถทำให้งานแปลมีคุณภาพในระดับที่สามารถตีพิมพ์ได้ ดังนั้น แทนที่จะแยกความแตกต่างระหว่างแนวทางที่ใช้สำหรับการตรวจแก้แบบคร่าวๆ กับการตรวจแก้เต็มรูปแบบ เราจะแยกความแตกต่างระหว่างระดับคุณภาพของงานแปลที่ต้องการซึ่งมีอยู่สองระดับ อาจมีการกำหนดระดับคุณภาพอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ แต่ในที่นี้ เราจะแบ่งออกเป็นสองระดับเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ชุดของแนวทางที่นำเสนอด้านล่างนี้ได้จัดทำขึ้นเป็นกรอบความคิดในรูปของกลุ่มแนวทางการตรวจแก้ซึ่งมีแนวทางย่อยให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของ ลูกค้าและคุณภาพของคำแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษา

แนวทางการตรวจแก้เพื่อให้งานแปลมีคุณภาพ “ดีพอ”

“ดีพอ” หมายถึง สามารถเข้าใจได้ (คุณสามารถเข้าใจสาระสำคัญของข้อความดังกล่าว) ถูกต้อง (ถ่ายทอดความหมายเดียวกันกับข้อความต้นฉบับ) แต่มีสไตล์การแปลที่ไม่เหมือนกัน ข้อความที่ได้อาจฟังดูเหมือนแปลออกมาจากคอมพิวเตอร์ การเรียงลำดับคำในประโยคอาจค่อนข้างผิดแปลก ไวยากรณ์อาจไม่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ แต่เนื้อหานั้นถูกต้อง

  • มุ่งเน้นให้ได้คำแปลที่มีความหมายถูกต้อง
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการเพิ่มหรือตัดรายละเอียดใดๆ ทิ้งไปโดยบังเอิญ
  • แก้ไขเนื้อหาที่ก้าวร้าว ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นที่ยอมรับทางวัฒนธรรม
  • ใช้คำแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ใช้กฎพื้นฐานเกี่ยวกับการสะกดคำ
  • ไม่จำเป็นต้องแก้ไขสไตล์ของการแปล
  • ไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างประโยคใหม่เพียงเพื่อให้ข้อความอ่านได้อย่างราบรื่น

แนวทางการตรวจแก้เพื่อให้งานแปลมีคุณภาพทัดเทียมหรือเทียบเท่ากับงานแปลที่แปลโดยมนุษย์

โดยทั่วไป คุณภาพในระดับนี้จะหมายถึง สามารถเข้าใจได้ (ผู้ใช้สามารถเข้าใจสาระของข้อความได้อย่างสมบูรณ์แบบ) ถูกต้อง (ถ่ายทอดความหมายเดียวกันกับข้อความต้นฉบับ) มีสไตล์การแปลที่ดี แม้ว่าจะไม่ดีเท่างานแปลที่แปลโดยนักแปลเจ้าของภาษาก็ตาม การเรียงลำดับคำในประโยคเป็นปกติ ไวยากรณ์และการใช้เครื่องหมายวรรค ตอนถูกต้อง

  • มุ่งเน้นให้ได้คำแปลที่มีความถูกต้องทั้งในด้านไวยากรณ์ การเรียงลำดับคำในประโยค และความหมาย
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำศัพท์ที่สำคัญได้รับการแปลออกมาอย่างถูกต้อง และคำที่ไม่ได้แปลเป็นคำที่อยู่ในรายการ “คำที่ไม่ต้องแปล” ของลูกค้า
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีการเพิ่มหรือตัดรายละเอียดใดๆ ทิ้งไปโดยบังเอิญ
  • แก้ไขเนื้อหาที่ก้าวร้าว ไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นที่ยอมรับทางวัฒนธรรม
  • ใช้คำแปลที่ได้จากโปรแกรมแปลภาษาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ใช้กฎพื้นฐานเกี่ยวกับการสะกดคำ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน และการใช้เครื่องหมายยัติภังค์
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการจัดรูปแบบเป็นไปอย่างถูกต้อง

ขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยในการจัดทำแนวทางเหล่านี้ เราโชคดีอย่างยิ่งที่ได้รับความช่วยเหลือจากสมาชิกของ TAUS สถาบันของรัฐ และองค์กรนักแปล สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับทีมงานในโครงการและกระบวนการในการจัดทำแนวทางเหล่านี้ได้ที่นี่

ขอขอบคุณ Sharon O'Brien, Dublin City University และ Fred Hollowood, Symantec and TAUS Advisory Board เป็นอย่างสูงที่ได้ทุ่มเทและให้การสนับสนุนการจัดทำแนวทางเหล่านี้

Best Practices Search